วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
5. ทักษะความสามารถของผู้นำเต้นแอโรบิกในจังหวัดสุโขทัยโดยรวม
ทักษะความสามารถของผู้นำเต้นแอโรบิกในจังหวัดสุโขทัยโดยรวมมีระดับความมีคุณภาพมาก
ที่สุด ( = 3.58, SD = .51)โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การสอนท่าเต้นเริ่มจากท่าง่ายก่อนเสมอมีระดับความมีคุณภาพมากที่สุด ( = 3.64, SD = .48)รองลงมาคือผู้นำเต้นแอโรบิกมีความรู้ในการเลือกทักษะการเคลื่อนไหวได้เหมาะสมกับสมาชิก มีระดับความมีคุณภาพมากที่สุด ( = 3.63, SD = .48)ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ผู้นำเต้นแอโรบิกมีความรู้ ความเข้าใจในเทคนิกการเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ มีระดับความมีคุณภาพมาก ( = 3.50, SD = .56)
ที่สุด ( = 3.58, SD = .51)โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การสอนท่าเต้นเริ่มจากท่าง่ายก่อนเสมอมีระดับความมีคุณภาพมากที่สุด ( = 3.64, SD = .48)รองลงมาคือผู้นำเต้นแอโรบิกมีความรู้ในการเลือกทักษะการเคลื่อนไหวได้เหมาะสมกับสมาชิก มีระดับความมีคุณภาพมากที่สุด ( = 3.63, SD = .48)ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ผู้นำเต้นแอโรบิกมีความรู้ ความเข้าใจในเทคนิกการเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันการบาดเจ็บ มีระดับความมีคุณภาพมาก ( = 3.50, SD = .56)
สิ่งอำนวยความสะดวกของสถานที่ที่ใช้ในการเต้นแอโรบิกของจังหวัดสุโขทัย
สิ่งอำนวยความสะดวกของสถานที่ที่ใช้ในการเต้นแอโรบิกของจังหวัดสุโขทัยโดยรวมมีระดับ
ความมีคุณภาพมาก ( = 2.74, SD = .77) โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือแสงสว่างบริเวณสถานที่เต้นมีระดับความมีคุณภาพมาก ( = 3.03, SD = .66) รองลงมาคือความสะดวกในการจอดรถมีระดับความมีคุณภาพมาก ( = 3.03, SD = .72) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือร้านอาหาร/เครื่องดื่มมีระดับความมีคุณภาพน้อย ( = 2.29, SD = .89)
ความมีคุณภาพมาก ( = 2.74, SD = .77) โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือแสงสว่างบริเวณสถานที่เต้นมีระดับความมีคุณภาพมาก ( = 3.03, SD = .66) รองลงมาคือความสะดวกในการจอดรถมีระดับความมีคุณภาพมาก ( = 3.03, SD = .72) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือร้านอาหาร/เครื่องดื่มมีระดับความมีคุณภาพน้อย ( = 2.29, SD = .89)
สภาพแวดล้อมทางกายภาพของลานแอโรบิกสุโขทัย
สภาพแวดล้อมทางกายภาพของสถานที่ที่ใช้ในการเต้นแอโรบิกของจังหวัดสุโขทัย โดยรวมมี
ระดับความมีคุณภาพมาก ( = 3.08, SD = .65) โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือมีความสะดวกในการเดินทางมีระดับความมีคุณภาพมาก ( = 3.42, SD = .51) รองลงมาคือใกล้แหล่งชุมชนมีระดับความมีคุณภาพมาก ( = 3.30, SD = .64) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือฉากหลังเวทีมีระดับความมีคุณภาพมาก ( = 2.74, SD = .78)
ระดับความมีคุณภาพมาก ( = 3.08, SD = .65) โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือมีความสะดวกในการเดินทางมีระดับความมีคุณภาพมาก ( = 3.42, SD = .51) รองลงมาคือใกล้แหล่งชุมชนมีระดับความมีคุณภาพมาก ( = 3.30, SD = .64) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือฉากหลังเวทีมีระดับความมีคุณภาพมาก ( = 2.74, SD = .78)
วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วิธีการโค้ดท่าแอโรบิก
โค้ดท่าด้วยเสียง - พูดชัดเจน กระชับคำ ไม่พูดพร่ำเพรื่อ ออกคำสั่งในจังหวะที่ 7 - 8 เช่น 1 2 3 4 5 6 (Grape Vine)
โค้ดท่าด้วยสัญญาณมือ - อธิบายให้สมาชิกเข้าใจถึงความหมายของสัญญาณมือดังกล่าว เช่น
ใช้มือแตะที่ศีรษะ หมายถึง เริ่มใหม่ตั้งแต่แรก (from the top)
ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางชี้ที่ตา หมายถึง ให้สมาชิกดูครูผู้นำเพราะจะมีการเสนอท่าใหม่
แบมือทั้งสองข้างออกด้านหน้า หมายถึง ให้ทำท่า V-Step
เอาแขนไขว้ด้านหน้า หมายถึง การก้าว Box Step หรือ Square Walk
กางแขนออกไปในด้านใดด้านหนึ่ง หมายถึง ให้ก้าว Two Step หรือ Grape Vine ไปในทิศทางนั้น
กางแขนข้างใดข้างหนึ่งพร้อมกับชี้นิ้วเป็นรูปตัวแอล หมายถึง ให้ก้าวแบบ Grape Vine L
ยกมือข้างใดข้างหนึ่งแล้วชี้นิ้วขึ้นหมุน หมายถึง ให้หมุน
แบมือหันฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหาลำตัว หมายถึงให้ทำ Step Touch
ใช้สันมือสับไปมา หมายถึงให้ย่ำเท้าอยู่กับที่
โค้ดท่าด้วยสัญญาณมือ - อธิบายให้สมาชิกเข้าใจถึงความหมายของสัญญาณมือดังกล่าว เช่น
ใช้มือแตะที่ศีรษะ หมายถึง เริ่มใหม่ตั้งแต่แรก (from the top)
ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางชี้ที่ตา หมายถึง ให้สมาชิกดูครูผู้นำเพราะจะมีการเสนอท่าใหม่
แบมือทั้งสองข้างออกด้านหน้า หมายถึง ให้ทำท่า V-Step
เอาแขนไขว้ด้านหน้า หมายถึง การก้าว Box Step หรือ Square Walk
กางแขนออกไปในด้านใดด้านหนึ่ง หมายถึง ให้ก้าว Two Step หรือ Grape Vine ไปในทิศทางนั้น
กางแขนข้างใดข้างหนึ่งพร้อมกับชี้นิ้วเป็นรูปตัวแอล หมายถึง ให้ก้าวแบบ Grape Vine L
ยกมือข้างใดข้างหนึ่งแล้วชี้นิ้วขึ้นหมุน หมายถึง ให้หมุน
แบมือหันฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหาลำตัว หมายถึงให้ทำ Step Touch
ใช้สันมือสับไปมา หมายถึงให้ย่ำเท้าอยู่กับที่
วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553
HOW FITT ?
( Frequency Intensity Time Type)
โดย JAME E. WRIGHT , PHD ,ASSOSIATE EDITOR
เป็นที่เชื่อกันแล้วว่า การออกกำลังกายที่ดีที่สุดและลดอัตราการเสี่ยงของโรคหัวใจ ควรเป็นการออกกำลังที่ต้องใช้กล้ามเนื้อทั่วร่าง หรืออย่างน้อยก็ควรเป็นกล้ามเนื้อชิ้นใหญ่ๆ ในระยะเวลาทีละคาบ ให้เหมาะสม และสิ่งนั้นก็คือ การทำแอโรบิค
ในปี 1978 (พ.ศ.2521) มหาวิทยาลัย American College of Sports Medicine ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเป็นองค์กร ให้เป็นผู้นำในเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับการออกกำลังและสุขภาพของโลก เราเรียกย่อๆว่า ACSM และมาปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 1990 (พ.ศ.2533) แนะนำกุญแจในการออกกำลัง เป็น 4 หัวข้อคือ ความถี่ (Frequency) ,ความหนัก (Intensity) ,เวลา (Time) และ ชนิด (Type) หรือเรียกย่อๆว่า FITT
ความถี่ (Frequency)
เราควรจะทำแอโรบิคบ่อยแค่ไหนกันนะ ? ที่ ACSM ขอแนะนำคือ ถ้าเป็นแอโรบิค ควรเป็นสามถึงห้าวันต่อสัปดาห์ และสำหรับการออกกำลังแบบพิเศษ เช่นเพาะกาย ควรจะทำอย่างน้อยสองครั้งต่ออาทิตย์ แล้วถามว่าจำเป็นไหมสำหรับการสลับวันกันทำ คำตอบคือไม่จำเป็น คุณสามารถฝึกวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดทำงานของคุณ 3 วันติดต่อกันเลย แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะรักษาแรงจูงใจให้คุณ หากทำได้ คุณก็ควรทำสลับวัน เช่น วันจันทร์ พุธ ศุกร์
ความหนัก (Intensity)
เราควรจะทำแอโรบิคหนักขนาดไหน? คำตอบคือ ความหนักของการทำแอโรบิคของคุณ ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือ 1.อายุของคุณ และ 2.ความฟิตของร่างกายคุณ การเล่นให้หนักเกินไป โดยฝืนกับอายุและระดับความฟิตของคุณ อาจส่งผลไม่ดีให้คุณได้ ที่ทางสมาคมขอแนะนำคือ ควรฝึกหนัก จนทำให้ชีพจรคุณ เต้นถึง 60 - 90 เปอร์เซ็นต์ ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด ที่คุณเคยทำการวัดไว้
เวลา (Time)
เราควรฝึกนานแค่ไหนในแต่ละครั้งที่เราทำแอโรบิค ? คำตอบคืออย่างน้อยควรทำให้ได้ครั้งละ 20 - 60 นาที แต่ถ้าคุณลดความหนักในการทำแอโรบิคลง คุณก็สามารถเพิ่มเวลาให้ยาวออกไปจาก 60 นาทีได้ (ระดับไหน ถึงถูกเรียกว่าลดความหนักลงมา คำตอบก็คือ ย้อนกลับไปดูหัวข้อ ความหนัก (Intensity) ข้างต้น ซึ่งบอกไว้ว่า 60 - 90 เปอร์เซ็นต์ของการเต้นหัวใจสูงสุด ถือเป็นความพอดี ดังนั้น คำว่าลดความหนักลง ในที่นี้คือ เมื่อฝึกให้หัวใจเต้นน้อยกว่า 60 - 90 เปอร์เซ็นต์ของการเต้นหัวใจสูงสุด ก็ถือได้ว่าคุณได้ลดความหนักลงแล้ว ซึ่งสามารถทำให้คุณทำแอโรบิคได้นานขึ้นกว่า 1 ชม.ได้
ชนิด (Type)
ทำแอโรบิคแบบใดถึงจะให้ผลดีกับหัวใจมากที่สุด? คำตอบคือ การทำแอโรบิคที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ทำงานให้มากที่สุด เช่นการเดิน ,การจ๊อกกิ้ง ,ว่ายน้ำ ,ปีนเขา ,เล่นสเกต ,เล่นเครื่อง rowing ,เครื่อง cross-country skiing
สำหรับนักเพาะกายนั้น แอโรบิคเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ไม่ควรทำจนหมดแรงไปเลย ทางสมาคมขอแนะนำให้ทำแอโรบิค ประมาณ 15 - 20 นาทีหลังการเพาะกายเท่านั้น และในอาทิตย์หนึ่งทำให้ได้ 3 ครั้ง จนกระทั่งคุณปรับตัวได้เมื่อไร คุณก็อาจเพิ่มเวลาในการฝึกแต่ละครั้งให้มากกว่า 20 นาทีก็ได้ และสำหรับนักเพาะกายที่จริงจังสำหรับการแข่งขัน ก็สามารถทำแอโรบิคได้ ครั้งละ 20 - 25 นาที และทำได้ อาทิตย์ละ 5 ครั้งเลยก็ได้
เผยแพร่โดย noineo aerobic
( Frequency Intensity Time Type)
โดย JAME E. WRIGHT , PHD ,ASSOSIATE EDITOR
เป็นที่เชื่อกันแล้วว่า การออกกำลังกายที่ดีที่สุดและลดอัตราการเสี่ยงของโรคหัวใจ ควรเป็นการออกกำลังที่ต้องใช้กล้ามเนื้อทั่วร่าง หรืออย่างน้อยก็ควรเป็นกล้ามเนื้อชิ้นใหญ่ๆ ในระยะเวลาทีละคาบ ให้เหมาะสม และสิ่งนั้นก็คือ การทำแอโรบิค
ในปี 1978 (พ.ศ.2521) มหาวิทยาลัย American College of Sports Medicine ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเป็นองค์กร ให้เป็นผู้นำในเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับการออกกำลังและสุขภาพของโลก เราเรียกย่อๆว่า ACSM และมาปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 1990 (พ.ศ.2533) แนะนำกุญแจในการออกกำลัง เป็น 4 หัวข้อคือ ความถี่ (Frequency) ,ความหนัก (Intensity) ,เวลา (Time) และ ชนิด (Type) หรือเรียกย่อๆว่า FITT
ความถี่ (Frequency)
เราควรจะทำแอโรบิคบ่อยแค่ไหนกันนะ ? ที่ ACSM ขอแนะนำคือ ถ้าเป็นแอโรบิค ควรเป็นสามถึงห้าวันต่อสัปดาห์ และสำหรับการออกกำลังแบบพิเศษ เช่นเพาะกาย ควรจะทำอย่างน้อยสองครั้งต่ออาทิตย์ แล้วถามว่าจำเป็นไหมสำหรับการสลับวันกันทำ คำตอบคือไม่จำเป็น คุณสามารถฝึกวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดทำงานของคุณ 3 วันติดต่อกันเลย แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะรักษาแรงจูงใจให้คุณ หากทำได้ คุณก็ควรทำสลับวัน เช่น วันจันทร์ พุธ ศุกร์
ความหนัก (Intensity)
เราควรจะทำแอโรบิคหนักขนาดไหน? คำตอบคือ ความหนักของการทำแอโรบิคของคุณ ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือ 1.อายุของคุณ และ 2.ความฟิตของร่างกายคุณ การเล่นให้หนักเกินไป โดยฝืนกับอายุและระดับความฟิตของคุณ อาจส่งผลไม่ดีให้คุณได้ ที่ทางสมาคมขอแนะนำคือ ควรฝึกหนัก จนทำให้ชีพจรคุณ เต้นถึง 60 - 90 เปอร์เซ็นต์ ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด ที่คุณเคยทำการวัดไว้
เวลา (Time)
เราควรฝึกนานแค่ไหนในแต่ละครั้งที่เราทำแอโรบิค ? คำตอบคืออย่างน้อยควรทำให้ได้ครั้งละ 20 - 60 นาที แต่ถ้าคุณลดความหนักในการทำแอโรบิคลง คุณก็สามารถเพิ่มเวลาให้ยาวออกไปจาก 60 นาทีได้ (ระดับไหน ถึงถูกเรียกว่าลดความหนักลงมา คำตอบก็คือ ย้อนกลับไปดูหัวข้อ ความหนัก (Intensity) ข้างต้น ซึ่งบอกไว้ว่า 60 - 90 เปอร์เซ็นต์ของการเต้นหัวใจสูงสุด ถือเป็นความพอดี ดังนั้น คำว่าลดความหนักลง ในที่นี้คือ เมื่อฝึกให้หัวใจเต้นน้อยกว่า 60 - 90 เปอร์เซ็นต์ของการเต้นหัวใจสูงสุด ก็ถือได้ว่าคุณได้ลดความหนักลงแล้ว ซึ่งสามารถทำให้คุณทำแอโรบิคได้นานขึ้นกว่า 1 ชม.ได้
ชนิด (Type)
ทำแอโรบิคแบบใดถึงจะให้ผลดีกับหัวใจมากที่สุด? คำตอบคือ การทำแอโรบิคที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ทำงานให้มากที่สุด เช่นการเดิน ,การจ๊อกกิ้ง ,ว่ายน้ำ ,ปีนเขา ,เล่นสเกต ,เล่นเครื่อง rowing ,เครื่อง cross-country skiing
สำหรับนักเพาะกายนั้น แอโรบิคเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ไม่ควรทำจนหมดแรงไปเลย ทางสมาคมขอแนะนำให้ทำแอโรบิค ประมาณ 15 - 20 นาทีหลังการเพาะกายเท่านั้น และในอาทิตย์หนึ่งทำให้ได้ 3 ครั้ง จนกระทั่งคุณปรับตัวได้เมื่อไร คุณก็อาจเพิ่มเวลาในการฝึกแต่ละครั้งให้มากกว่า 20 นาทีก็ได้ และสำหรับนักเพาะกายที่จริงจังสำหรับการแข่งขัน ก็สามารถทำแอโรบิคได้ ครั้งละ 20 - 25 นาที และทำได้ อาทิตย์ละ 5 ครั้งเลยก็ได้
เผยแพร่โดย noineo aerobic
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)