วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

วิธีการโค้ดท่าแอโรบิก

โค้ดท่าด้วยเสียง - พูดชัดเจน กระชับคำ ไม่พูดพร่ำเพรื่อ ออกคำสั่งในจังหวะที่ 7 - 8 เช่น 1 2 3 4 5 6 (Grape Vine)
โค้ดท่าด้วยสัญญาณมือ - อธิบายให้สมาชิกเข้าใจถึงความหมายของสัญญาณมือดังกล่าว เช่น
ใช้มือแตะที่ศีรษะ หมายถึง เริ่มใหม่ตั้งแต่แรก (from the top)
ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางชี้ที่ตา หมายถึง ให้สมาชิกดูครูผู้นำเพราะจะมีการเสนอท่าใหม่
แบมือทั้งสองข้างออกด้านหน้า หมายถึง ให้ทำท่า V-Step
เอาแขนไขว้ด้านหน้า หมายถึง การก้าว Box Step หรือ Square Walk
กางแขนออกไปในด้านใดด้านหนึ่ง หมายถึง ให้ก้าว Two Step หรือ Grape Vine ไปในทิศทางนั้น
กางแขนข้างใดข้างหนึ่งพร้อมกับชี้นิ้วเป็นรูปตัวแอล หมายถึง ให้ก้าวแบบ Grape Vine L
ยกมือข้างใดข้างหนึ่งแล้วชี้นิ้วขึ้นหมุน หมายถึง ให้หมุน
แบมือหันฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหาลำตัว หมายถึงให้ทำ Step Touch
ใช้สันมือสับไปมา หมายถึงให้ย่ำเท้าอยู่กับที่

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

HOW FITT ?

( Frequency Intensity Time Type)


โดย JAME E. WRIGHT , PHD ,ASSOSIATE EDITOR


เป็นที่เชื่อกันแล้วว่า การออกกำลังกายที่ดีที่สุดและลดอัตราการเสี่ยงของโรคหัวใจ ควรเป็นการออกกำลังที่ต้องใช้กล้ามเนื้อทั่วร่าง หรืออย่างน้อยก็ควรเป็นกล้ามเนื้อชิ้นใหญ่ๆ ในระยะเวลาทีละคาบ ให้เหมาะสม และสิ่งนั้นก็คือ การทำแอโรบิค

ในปี 1978 (พ.ศ.2521) มหาวิทยาลัย American College of Sports Medicine ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเป็นองค์กร ให้เป็นผู้นำในเรื่องการศึกษาเกี่ยวกับการออกกำลังและสุขภาพของโลก เราเรียกย่อๆว่า ACSM และมาปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 1990 (พ.ศ.2533) แนะนำกุญแจในการออกกำลัง เป็น 4 หัวข้อคือ ความถี่ (Frequency) ,ความหนัก (Intensity) ,เวลา (Time) และ ชนิด (Type) หรือเรียกย่อๆว่า FITT

ความถี่ (Frequency)

เราควรจะทำแอโรบิคบ่อยแค่ไหนกันนะ ? ที่ ACSM ขอแนะนำคือ ถ้าเป็นแอโรบิค ควรเป็นสามถึงห้าวันต่อสัปดาห์ และสำหรับการออกกำลังแบบพิเศษ เช่นเพาะกาย ควรจะทำอย่างน้อยสองครั้งต่ออาทิตย์ แล้วถามว่าจำเป็นไหมสำหรับการสลับวันกันทำ คำตอบคือไม่จำเป็น คุณสามารถฝึกวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดทำงานของคุณ 3 วันติดต่อกันเลย แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะรักษาแรงจูงใจให้คุณ หากทำได้ คุณก็ควรทำสลับวัน เช่น วันจันทร์ พุธ ศุกร์

ความหนัก (Intensity)

เราควรจะทำแอโรบิคหนักขนาดไหน? คำตอบคือ ความหนักของการทำแอโรบิคของคุณ ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือ 1.อายุของคุณ และ 2.ความฟิตของร่างกายคุณ การเล่นให้หนักเกินไป โดยฝืนกับอายุและระดับความฟิตของคุณ อาจส่งผลไม่ดีให้คุณได้ ที่ทางสมาคมขอแนะนำคือ ควรฝึกหนัก จนทำให้ชีพจรคุณ เต้นถึง 60 - 90 เปอร์เซ็นต์ ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด ที่คุณเคยทำการวัดไว้

เวลา (Time)

เราควรฝึกนานแค่ไหนในแต่ละครั้งที่เราทำแอโรบิค ? คำตอบคืออย่างน้อยควรทำให้ได้ครั้งละ 20 - 60 นาที แต่ถ้าคุณลดความหนักในการทำแอโรบิคลง คุณก็สามารถเพิ่มเวลาให้ยาวออกไปจาก 60 นาทีได้ (ระดับไหน ถึงถูกเรียกว่าลดความหนักลงมา คำตอบก็คือ ย้อนกลับไปดูหัวข้อ ความหนัก (Intensity) ข้างต้น ซึ่งบอกไว้ว่า 60 - 90 เปอร์เซ็นต์ของการเต้นหัวใจสูงสุด ถือเป็นความพอดี ดังนั้น คำว่าลดความหนักลง ในที่นี้คือ เมื่อฝึกให้หัวใจเต้นน้อยกว่า 60 - 90 เปอร์เซ็นต์ของการเต้นหัวใจสูงสุด ก็ถือได้ว่าคุณได้ลดความหนักลงแล้ว ซึ่งสามารถทำให้คุณทำแอโรบิคได้นานขึ้นกว่า 1 ชม.ได้

ชนิด (Type)

ทำแอโรบิคแบบใดถึงจะให้ผลดีกับหัวใจมากที่สุด? คำตอบคือ การทำแอโรบิคที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ทำงานให้มากที่สุด เช่นการเดิน ,การจ๊อกกิ้ง ,ว่ายน้ำ ,ปีนเขา ,เล่นสเกต ,เล่นเครื่อง rowing ,เครื่อง cross-country skiing

สำหรับนักเพาะกายนั้น แอโรบิคเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ไม่ควรทำจนหมดแรงไปเลย ทางสมาคมขอแนะนำให้ทำแอโรบิค ประมาณ 15 - 20 นาทีหลังการเพาะกายเท่านั้น และในอาทิตย์หนึ่งทำให้ได้ 3 ครั้ง จนกระทั่งคุณปรับตัวได้เมื่อไร คุณก็อาจเพิ่มเวลาในการฝึกแต่ละครั้งให้มากกว่า 20 นาทีก็ได้ และสำหรับนักเพาะกายที่จริงจังสำหรับการแข่งขัน ก็สามารถทำแอโรบิคได้ ครั้งละ 20 - 25 นาที และทำได้ อาทิตย์ละ 5 ครั้งเลยก็ได้

เผยแพร่โดย noineo aerobic

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เคล็ดลับ การลดหน้าท้องอย่างถูกวิธี

เคล็ดลับ การลดหน้าท้องอย่างถูกวิธี



คน อ้วนส่วนใหญ่ มักมีหน้าท้องยื่นออกมา ทำให้ยุ่งยากในการแต่งตัว นุ่งกระโปรงก็ไม่สวย นุ่งกางเกงก็อึดอัด การลดน้ำหนักให้ได้ผล ต้องควบคุมอาหาร ควบคู่กับ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงาน ที่สะสมไว้อย่างเต็มที่

การออกกำลังกายเฉพาะส่วนเพื่อเผาผลาญไขมันปรับเปลี่ยน เป็นกล้ามเนื้อให้ร่างกายฟิตและเฟิร์มยิ่งขึ้น จึงเป็นเรื่องสำคัญ ขอนำเสนอ ท่ากายบริหารเฉพาะบริหารหน้าท้อง ดังนี้



ท่าที่ 1 กล้ามเนื้อท้องรวม
ท่าเตรียมพร้อม นอนหงายกับพื้น มือประสานไว้ที่ท้ายทอย งอเข่าเล็กน้อย ยกศีรษะขึ้นในมุมประมาณ 40 องศากับพื้น โดยอาศัยแรงยกจากลำตัวบนและไหล่ทั้งสองข้าง โดยมือควรจะกางออกตึงไว้ แต่ไม่ใช่ห่อ และออกแรงดันศีรษะ เพราะจะทำให้เกิดอาการปวดคอ คอเคล็ดตามมาได้ง่าย

ท่าที่ 2 กล้ามเนื้อท้องด้านบน
นอนราบกับพื้น ขายกตั้งฉาก ใช้ช่วงน่องไขว้กัน เพื่อเพิ่มความหนักเวลายกตัวขึ้น มือประสานกันที่ท้าทอย ยกศีรษะขึ้นโดยอาศัยแรงยกจากลำตัวบนและไหล่ทั้งสองข้าง โดยมือคอยประคองศีรษะเอาไว้

ท่าที่ 3 กล้ามเนื้อท้องด้านข้าง
นอนราบกับพื้น โดยยกเข่าข้างซ้ายขึ้นและพับขาขวาแนวนอนขัดกัน มือประสานกันไว้ที่ท้ายทอย ยกศีรษะขึ้นโดยอาศัยแรงยกจากลำตัวบนและไหล่ทั้งสองข้าง โดยมือคอยประคองศีรษะเอาไว้ ซึ่งท่านี้จะเป็นการบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านซ้าย และทำท่าเดิม แต่ยกเข่าขวาขึ้นและพับขาซ้ายสลับข้างกันกับตอนแรก เพื่อบริหารกล้ามเนื้อด้านขวา

ท่าที่ 4 กล้ามเนื้อท้องน้อย
นอนราบกับพื้น พับขาให้ปลอดภัยบรรจบกัน มือประสานกันรองไว้ที่ท้ายทอย ยกศีรษะขึ้นโดยอาศัยแรงยก จากลำตัวบนและไหล่ทั้ง 2 ข้าง โดยมือคอยประคองศีรษะเอาไว้

ท่าที่ 5 กล้ามเนื้อท้องส่วนล่าง
นอนราบกับพื้น ขาเหยียดตรง มือสองข้างวางราบกับพื้น รองใต้สะโพกเพื่อรับน้ำหนักให้ส่วนหลัง เกร็งขาไว้และยกขึ้นตั้งฉาก ค้างไว้นับ 1-10 แล้วเหยียดกลับไปท่าเดิม

ท่าที่ 6 กล้ามเนื้อท้องด้านบนและล่าง
นอนราบกับพื้น มือขวารองไว้ที่ท้ายทอยเพื่อพยุงศีรษะ มืออีกข้างเหยียดตรงตั้งฉากกับลำตัว ยกเข่าด้านขวาให้ตั้งขึ้น และยกขาซ้ายพาดคล้ายท่าไขว่ห้าง ใช้กำลังที่หัวไหล่ขวาและหลังยกตัวเฉียงขึ้น ให้ข้อศอกแทบจรดเข่าซ้าย ทำท่าเดิม แต่เปลี่ยนจากใช้มือขวารองและเข่าขวาตั้ง เป็นมือและเข่าซ้ายแทนเพื่อบริหารกล้ามเนื้อด้านตรงข้าม

แต่ละท่าควรทำซ้ำท่าละ 20 ครั้ง หากเป็นท่าที่ต้องสลับข้าง ให้ทำข้างละ 20 ครั้ง ใช้เวลาในการทำประมาณครึ่งชั่วโมง นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดหน้าท้องแล้ว ยังช่วยลดปัญหาอาการปวดหลัง ปวดตามตัวได้อีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หลักในการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและรอบพุง

หลักในการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักและรอบพุง
1. การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน (Burn Fat) ควรออกกำลังกายระดับปานกลาง (หัวใจควรเต้น 60-70 % ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด สูตรเท่ากับ 220 - อายุ (ปี)) อย่างน้อยประมาณ 30 - 60 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ โดยเริ่มจากกิจกรรมหรือการออกกำลังกายที่ถนัด แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อยจนถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
2. พยายามแทรกรูปแบบของการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินในระยะใกล้ๆ แทนการขับรถยนต์
3. การลดไขมันหน้าท้อง ควรออกกำลังกายด้วยการลุก-นั่ง (Sit-Up) หรือเคอล์อัพ คือ ให้นอนหงาย ชันเข่า ยกหัวไหล่ขึ้นค้างไว้ 10 วินาที แล้ววางหัวไหล่ลง ทำวันละไม่น้อยกว่า150 ครั้ง จะเห็นผลภายใน 2 สัปดาห์ว่ากล้ามเนื้อหน้าท้องกระชับ