วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ตามสไตล์สูงวัย

ออกกำลังกายตามสไตล์สูงวัย

                        ท่าหมุนนิ้ว

หมุนนิ้วมือซ้ายและขวารอบนิ้วมืออีกข้างโดยระวังอย่าให้กระทบกัน

                ท่าพื้นฐาน


                จรดปลายนิ้วมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน แล้ววนนิ้วมือหมุนรอบกันในทิศทางตามเข็มนาฬิกา ทำทีละคู่เริ่มตั้งแต่คู่นิ้วโป้ง เมื่อหมุนครบรอบแล้วให้กลับมาจรดกันตามเดิมจากนั้นไล่ไปยังคู่นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยตามลำดับ เริ่มจากนิ้วโป้งผลัดกันหมุนรอบกัน ทำขั้นตอนเดียวกันกับคู่นิ้วชี้ หมุนนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยแบบเดียวกัน เมื่อหมุนถึงนิ้วก้อยแล้วให้ไล่ลำดับกับมาจากนิ้วนาง นิ้วกลาง






               POINT

                - เวลาหมุนนิ้วรอบกัน ระวังอย่าให้นิ้วสัมผัสกัน
                - ปลายนิ้วคู่ที่ไม่ได้หมุนต้องจรดกันไว้ตลอด อย่าให้เคลื่อนออกจากกัน


             ท่าพับนิ้วมือ

          พับนิ้วมือให้ปล่อยนิ้วจรดกับนิ้วโป้งพอดี จุดสำคัญอยู่ที่ต้องพับนิ้วจากบริเวณโคนนิ้วโดยไม่ให้ข้อนิ้วง้อ

         ท่าพื้นฐาน

                ยกมือทั้งสองข้างขึ้น หันฝ่ามือเข้าหากันจากนั้นพับนิ้วมือเข้ามาให้จรดกับปลายนิ้วโป้งโดยเริ่มตั้งแต่นิ้วชี้ ทำทั้งสองข้างพร้อมๆกัน  เหยีบดนิ้วทุกนิ้วให้ตั้งฉากกับนิ้วโป้งพับนิ้วชี้ลงมาให้ปลายนิ้วจรดกับปลายนิ้วโป้ง พับนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อย ให้จรดกับปลายนิ้วโป้งตามลำดับ เมื่อพับมาจนถึงนิ้วก้อยแล้วให้ไล่จากนิ้วนาง นิ้วกลางกลับไปที่นิ้วชี้อีกครั้ง





                POINT

                - พับนิ้วมือที่บริเวณโคนนิ้ว
                - เพ่งสมาธิไปที่ความรู้สึกเมื่อปลายนิ้วจรดกัน
                                        
                                                                                                                     เผยแพร่โดย อภิวันท์  โอนสูงเนิน

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อาหารกับผู้สูงอายุ


อาหารกับผู้สูงอายุ

การสูงวัยมีผลให้ร่างกายมีความเสื่อม การรับประทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยชลอความเสื่อมของร่างกายและสุขภาพดีขึ้น เนื่องจากอาหารเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพ การเลือกชนิดอาหารที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้สูงอายุมี   ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นและลดปัญหาสุขภาพ แต่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย บางคนรับประทานอาหารมากเกินไป และเลือกรับประทานอาหารไม่เหมาะสม จึงเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น

ส่วนประกอบของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงในผู้สูงอายุได้แก่ มวลเนื้อเยื่อซึ่งได้แก่ มวลกล้ามเนื้อ มวลเนื้อเยื่อของอวัยวะภายใน  มวลกระดูก และน้ำในร่างกายลดลง แต่สัดส่วนของไขมันมากขึ้น การที่มีมวลเนื้อเยื่ออวัยวะภายในลดลงนั้น ทำให้การทำงานของอวัยวะภายในต่างๆโดยเฉพาะ หัวใจ ปอด ไต ตับ และสมองลดลงด้วย การทำงานของระบบต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันก็เสื่อมถอยลง ทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย และการฟื้นตัวจากโรคก็ยากขึ้น

อาหาร นับเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ในการครองชีวิต และมีส่วนทำให้สุขภาพของคนสมบูรณ์แข็งแรง ถ้ารับประทานอาหารได้ถูกต้อง และเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย หรืออาจทำให้เป็นโรคได้ ถ้ามีการรับประทานไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมตามความต้องการ ของร่างกายในแต่ละวัย ผู้สูงอายุนับว่าเป็นวัยหนึ่ง ที่พบว่ามีปัญหาทางโภชนาการ และนำไปสู่การเกิดโรค ซึ่งทำความยุ่งยากในการรักษา และครองตนให้มีความสุข ในบั้นปลายของชีวิต

ผู้สูงอายุมีความต้องการปริมาณอาหารลดน้อยลง แต่ความต้องการสารอาหารนี้ ยังคงเดิมดังนั้นอาหารของผู้สูงอายุ ควรจัดให้มีปริมาณและคุณภาพพอเพียงกับความต้องการของร่างกาย การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทุกวัน ในปริมาณและสัดส่วนที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญ และควรปฏิบัติ ในการแนะนำอาหารสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์และพึงประสงค์



ความต้องการสารอาหารในผู้สูงอายุ

1. ความต้องการพลังงานของผู้สูงอายุ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเกิดจากสาเหตุใหญ่ๆคือ การทำงานของกล้ามเนื้อลดลง การทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ตับ ปอด น้อยลง และความต้องการของพลังงานในระยะพักลดลง ผู้สูงอายุควรเลือกรับประทานอา หารที่มีปริมาณพลังงานน้อยลง วิธีการที่ช่วยได้นอกจากการลดปริมาณการบริโภคไขมันและคาร์โบไฮเดรตก็คือการออกกำลังกายสม่ำเสมอผู้สูงอายุ ควรระวังอย่าให้อ้วน เพราะจะตามมาด้วยโรคหลายอย่าง เช่น เบาหวาน หัวใจ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เป็นต้น ดังนั้น ควรกินอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และพยายามรักษาน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนหรือผอมเกินไป
 2. โปรตีน สารอาหารโปรตีน จำเป็นในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ตั้งแต่ผิวหนัง กล้ามเนื้อ เลือด กระดูก ตลอดจนเนื้อเยื่อต่าง ๆ ผู้สูงอายุต้องการโปนตีนประมาณ 0.88 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน หรือเมื่อคิดเป็นพลังงาน ควรได้พลังงานจากโปรตีนประมาณ 12 - 15 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ควรได้รับทั้งหมดใน 1 วัน และควรเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพ ได้แก่ อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่ นม และถั่วเมล็ดแห้ง
ผู้สูงอายุ ต้องการโปรตีนน้อยกว่าบุคคลในวัยเจริญเติบโต และวัยทำงาน เนื่องจากไม่มีการเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ต้องการเพียงเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รักษาระดับความสมดุลย์ของร่างกาย และป้องกันการเสื่อมสภาพของร่างกายก่อนวัยอันควรเท่านั้น
3. ไขมัน ความต้องการไขมัน ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นว่าผู้สูงอายุมีความต้องการพลังงานลดลง ซึ่งอาหารที่ให้พลังงานสูงก็คือ ไขมัน ดังนั้นผู้สูงอายุจะได้รับพลังงานลดลงได้ก็โดยการลดปริมาณการบริโภคไขมัน ผู้สูงอายุควรบริโภคน้ำมันพืชที่มีกรดไลโนเลอิคมากแทนไขมันจากสัตว์ เพื่อป้องกันภาวะไขมันสูงในเลือด น้ำมันพืชที่มีกรดไลโนเลอิคสูงได้แก่ น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำ เป็นต้น ปริมาณน้ำมันพืชที่ผู้สูงอายุควรได้รับต่อวัน ประมาณ 5 ช้อนเล็กหรือช้อนกาแฟ ไขมันส่วนอื่นแทรกอยู่ในเนื้อสัตว์ นม ไข่
 4. คาร์โบไฮเดรท ความต้องการคาร์โบไฮเดรต ผู้สูงอายุควรลดการบริโภคสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตลง  โดยเฉพาะน้ำตาลต่างๆ เพื่อเป็นการลดปริมาณพลังงานและควรบริโภคข้าวซ้อมมือเพราะนอกจากคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังได้วิตามิน แร่ธาตุและใยอาหารด้วย
5. วิตามิน ช่วยให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ ผู้สูงอายุมีความต้องการวิตามินเท่ากับวันหนุ่มสาวแต่จะลดปริมาณวิตามินบางตัว เช่น วิตามินบี ซึ่งจะสัมพันธ์กับความต้องการของพลังงานที่ลดลง การที่ผู้สูงอายุกินอาหารอ่อน ๆ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องฟัน อาจทำให้การได้รับวิตามินบางอย่างไม่เพียงพอ แหล่งของวิตามินส่วนใหญ่อยุ่ในผัก ผลไม้สด ดังนั้น ผู้สูงอายุควรได้กินผัก ผลไม้เพียงพอในแต่ละวัน
 6. แร่ธาตุ ผู้สูงอายุมีความต้องการแร่ธาตุเท่าเดิม แต่ส่วนมากปัญหาคือ การกินที่ไม่เพียงพอแร่ธาตุที่สำคัญ และเป็นปัญหาในผู้สูงอายุ ได้แก่ แร่ธาตุเหล็ก และแคลเซียม
6.1 แร่ธาตุเหล็ก โดยทั่วไปอาหารของผู้สูงอายุจะมีปริมาณโปรตีนต่ำ ซึ่งจะมีผลทำให้ได้รับเหล็กต่ำไปด้วย ถ้าขาดทำให้เป็นโรคซีด หรือโลหิตจาง พบว่า แม้จะกินในปริมาณที่เพียงพอ แต่การดูดซึมในผู้สูงอายุ น้อยกว่าในวัยหนุ่มสาว อาหารที่แร่ธาตุเหล็กมาก ได้แก่ ตับ เนื้อสัตว์ ไข่แดง และเลือดสัตว์ เป็นต้น และเพื่อให้การดูดซึมแร่เหล็กดีขึ้น ควรกินผักสด หรือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงด้วย ผู้สูงอายุต้องการแร่ธาตุเหล็กประมาณ 10 มิลิกรัม ต่อวัน
6.2 แคลเซียม คนทั่วไปมักคิดว่าเมื่อร่างกายโตเต็มที่แล้ว ไม่จำเป็นต้องได้แคลเซียมเพื่อการสร้างกระดูกและฟันอีก แต่ความเป็นจริงแล้ว แคลเซียมมีความสำคัญต่อร่างกายอีกหลายอย่าง เช่น ช่วยในการแข็งตัวของโลหิต เกี่ยวกับความยืดหดของกล้ามเนื้อ เป็นต้น เมื่อร่างกายได้แคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ ก็จะดึงจากกระดูก และการขาดแคลเซียมพบมากในผู้สูงอายุ ทั้งนี้สาเหตุมาจากการกินแคลเซียมน้อย นอกจากนี้การดูดซึมและการเก็บไว้ในร่างกาย ยังมีน้อยกว่าในวัยหนุ่มสาว จึงทำให้เกิดปัญหาโรคกระดูกพรุน อาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียม ได้แก่ นม ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแก้ง เป็นต้น
 7. น้ำ มีความสำคัญต่อร่างกายมาก ช่วยให้ระบบย่อยอาหาร และการขับถ่ายของเสียส่วนมากผู้สูงอายุจะดื่มน้ำไม่เพียงพอ ดังนั้น ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำประมาณ 6 - 8 แก้ว เป็นประจำทุกวัน
 8. เส้นใยอาหาร แม้ว่าเส้นใยอาหารจะไม่ใช่สารอาหาร แต่เส้นใยอาหารเป็นสานที่ได้จากพื้นและผักทุกชนิด ซึ่งน้ำย่อยไม่สามารถย่อยได้ มีความสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์มาก เพราะถ้ากินเส้นใยอาหารเป็นประจำ จะช่วยให้ท้องไม้ผูก ลดไขมันในเส้นเลือด ในทางตรงกันข้าม หากกินอาหารที่มีเส้นใยน้อยจะทำให้ร่างกายเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เช่น ท้องผูก ริดสีดวงทวาร โรคอ้วน ไขมันในเส้นเลือดสูง เบาหวาน เป็นต้น การกินเส้นใยอาหารทำให้ถ่ายอุจจาระได้สะดวก ทำให้ร่างกายไม่หมักห่มสิ่งบูดเน่า และสารพิษบางอย่างไว้ในร่างกายนานเกินควร จึงควรป้องกันการเกิดมะเร็งในสำไส้ใหญ่ได้ คุณสมบัติพิเศษของเส้นใยอาหารที่ป้องกันโรคดังกล่าวได้ นอกจาจะไม่ถูกย่อยด้วยน้ำย่อย แต่ดูดน้ำทำให้อุจจาระนุ่มมีน้ำหนัก และถ่ายง่ายแล้ว เส้นใยอาหารยังมีไขมันและแคลอรีต่ำมาก
                                                                                                                
                            รวบรวมและเผยแพร่โดย  อภิวันท์  โอนสูงเนิน
     

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การบริหารนิ้วมือ 2

ท่าที่ 3 บริหารข้อมือ 1 หมุนและง้อข้อมือเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ท่าพื้นฐาน ประสานนิ้วมือทั้งสองข้างเข้าด้วยกันที่ระดับอกแล้วหมุนข้อมือเป็นวงกลมไปทางซ้ายและทางขวา 1 ประสาทนิ้วมือแบบไหนก็ได้ตามถนัด 2 หมุนข้อมือเป็นวงกลมตามรูปโดยไม่ต้องเกร็ง 3-4 5 เมื่อฝึกจนคล่องแล้วให้เพิ่มความเร็ว โดยกำหนดไว้ 3 รอบ ภายใน 1 วินาที POINT - เวลาฝึกท่าพื้นฐานให้ดึงมือลงโดยแนวดิ่ง ส่วนท่าประยุกต์ให้ดึงมือเข้าหาตัวในแนวระนาบ
ท่าที่ 4 ท่าบริหารข้อมือ 2 ผ่อนคลายข้อมือด้วยการออกแรงต้านเล็กน้อย ท่าพื้นฐาน ยกมือซ้ายขึ้นโดยการหันนิ้วก้อยเข้าหาตัวที่ระดับอก จากนั้นยกมือขวากุมมือซ้ายไว้แล้วออกแรงดันมือซ้ายลง 1 สลับข้างทำซ้ำตอนเดิม 2-3 ดึงมือลงไปจนมือตั้งฉากกับข้อมือ 4-6 ตั้งมือให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้
POINT - ถ้ายังทำไม่คล่องให้ฝึกช้าๆ สังเกตลำดับนิ้วให้แน่ใจก่อนจะพับลงมาก็ได้ การทำช้าๆก็ส่งผลให้กระตุ้นสมองเช่นกัน ท่าที่ 5 พับนิ้วมือ 1 พับนิ้วมือเข้ามาทีละนิ้วตามลำดับ เริ่มตั้งแต่นิ้วโป้งโดยทำมือขวาและซ้ายในจังหวะต่างกันเพื่อกระตุ้นสมอง ท่าพื้นฐาน แบมือทั้งสอง ง้อข้อศอกเล็กน้อยตั้งฝ่ามือขึ้นให้ปลายนิ้วชี้ขึ้นบน จากนั้นค่อยๆพับนิ้วเข้ามาทีละนิ้วตามลำดับ เริ่มจากนิ้วโป้ง โดยเริ่มพับนิ้วมือข้างใดข้างหนึ่งก่อนอีกข้าง 1 จังหวะ จากนั้นจึงทำตามลำดับพร้อมกันไปเรื่อยๆ เมื่อพับจนถึงนิ้วก้อยแล้วให้ชูนิ้วกลับคืนโดยเริ่มจากนิ้วก้อย ย้อนกลับไปเริ่มที่ข้อ 3 ทำกลับไปกลับมาหลายๆรอบ
POINT - ผ่อนไหลและแขนตามสบาย ไม่ต้องเกร็ง - บางคนอาจจะหมุนไปทางขวาหรือทางซ้ายไม่ถนัด แต่การพยายามหมุนข้อมือไปทางด้านที่ไม่ถนัดจะช่วยกระตุ้นสมองได้ดี

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การบริหารนิ้วมือ

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การบริหารนิ้วมือ



การบริหารนิ้วมือมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นสมอง ทำให้เซลล์ประสาทในสมองเพิ่มขึ้นอย่างมาก และจุดประสานประสาทก็ทำงานดีขึ้น  อย่างไรก็ตามหากสมองได้รับการกระตุ้นในลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่องไปนานๆจนเกิดความเคยชิน และในที่สุดก็จะไม่ตอบรับแรงกระทำ นั้นๆในลักษณะที่เป็นแรงกระตุ้นอีกต่อไป  ดังนั้นแม้ท่านิ้วมือจะสามารถกระตุ้นสมองได้ แต่หากทำเฉพาะท่าใดท่าหนึ่งยิ่งไม่ได้ผลเท่าที่ควร คำแนะนำคือ ควนพยายามบริหารนิ้วมือท่าต่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบต่างๆในสมอง



ท่าที่ 1 ยืดเหยียดนิ้วมือ 1

ท่ายืดเหยียดนิ้วมือและกางนิ้วออกเต็มที่ช่วยผ่อนคล้ายความตึงเครียดของนิ้วมือพร้อมกับส่งแรงกระตุ้นไปยังสมอง

          ท่าพื้นฐาน

          วางมือบนโต๊ะ ให้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของมือทั้งสองจรดกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ค่อยๆเลื่อนมือทั้งสองบีบเข้าหากันจนยอดสามเหลี่ยมหลุดมุมตามรูป แล้วสร้างมุมใหม่ด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลางเหยียดนิ้วโป้งออกเต็มที่ ทำมุมแบบเดียวกันด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง สร้างมุมแบบเดียวกันด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วกลาง


POINT

          - กางหรือเหยียดนิ้วให้เต็มที่เท่าที่จะทำได้

          - เพ่งสมาธิที่ความรู้สึกขณะกางนิ้วแต่ละนิ้วออก

ท่าที่ 2 ยืดเหยียดนิ้วมือ 2

ใช้นิ้วโป้งกดบริเวณข้อนิ้วที่ 2 ของนิ้วอื่นๆให้โน้มลงและเหยียดตรงไปข้างหน้า เพื่อผ่อนคล้ายกล้ามเนื้อบริเวณข้อนิ้วแล้วโคนนิ้ว

          ท่าพื้นฐาน

          ทำพร้อมกันทั้งสองมือใช้นิ้วโป้งกดลงบนข้อนิ้วที่ 2 ของนิ้วชี้ ค้างไว้ แล้วนับ 1-5 ช้าๆจึงคล้าย จากนั้นทำแบบเดียวกับนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยตามลำดับเมื่อถึงนิ้วก้อยแล้วให้ย้อนกลับมายังนิ้วนาง นิ้วกลางจนถึงนิ้วชี้

1 ใช้นิ้วโป้งกดนิ้วชี้ให้เหยียดออกไปข้างหน้า

2 ใช้นิ้วโป้งกดนิ้วกลางให้เหยียดออกไปข้างหน้า

3 จากนั้นทำแบบเดียวกับนิ้วนาง
4 เมื่อถึงนิ้วก้อยแล้วให้ย้อนมาที่นิ้วนาง นิ้วกลาง


POINT

          - ถ้าทำสองมือพร้อมกันไม่สะดวกให้ลองฝึกที่ละมือก่อน

          - ถ้าใช้นิ้วโป้งมือเดียวกันกดไม่ถนัด จะใช้อีกมือหนึ่งช่วยกดเหยียดแต่ละนิ้วก็ได้
                                                     
                                                                                                             นำเสนอโดย  อภิวันท์ โอนสูงเนิน


การเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ

         
การเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ

สภาพร่างกาย จิตใจ ตลอดจนการดำรงอยู่ในสังคมของผู้สูงอายุ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากวัยอื่น เนื่องจากความเสื่อมของการทำงานระบบต่างๆ ของร่างกายการสูญเสียบุคคลใกล้ชิด การแยกไปของสมาชิกในครอบครัว เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลง ทางจิตใจ ผลจากความเสื่อมทางด้านร่างกาย ก็ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าคุณค่าของตนเองลดลง ต้องพึ่งบุคคลอื่นโดยเฉพาะลูกหลานมากขึ้นจึงทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนไร้ประโยชน์ขาดคุณค่า
          ลักษณะการเปลี่ยนแปลงตามสภาพอายุ มีผลกระทบอย่างมากต่อผู้สูงอายุเอง การทำงาน บุคคลแวดล้อมและสังคม เหตุจากความเสื่อมถอยของร่างกายที่เพิ่มขึ้นตามลำดับอายุ แต่การเสื่อมถอยนี้มิได้หมายถึงความเจ็บป่วย ผู้สูงอายุสามารถบำรุงรักษาตนเองให้คงสภาพอยู่ได้ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างกระฉับกระเฉ่งคล่องตัวเหมือนเดิมหากเข้าใจการเปลี่ยนแปลงตามอายุ  และดูแลสุขภาพตนเองรวมทั้งการรับประทานอาหารเหมาะสมตลอดเวลา จะลดปัญหาการเจ็บป่วยและชะลอความแก่ไว้ได้นาน และไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน  และสิ่งสำคัญประการหนึ่งคือผู้สูงอายุเป็นทรัพยากรมนุษย์ ที่มีค่าของชาติ เพราะเป็นผู้ที่สามารถ ถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ อีกทั้งยังเป็นผู้นำ และเป็นผู้ทำประโยชน์ ให้แก่สังคม หากผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และสุขภาพจิตที่ดี จะเป็นมิ่งขวัญของครอบครัว และเป็นผู้ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม ให้แก่ลูกหลานและเยาวชนได้เป็นอย่างดี

  
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย

         
          ผู้สูงอายุคือ มนุษย์ที่มีอายุอยู่ในช่วงปลายของชีวิต มีช่วงอายุอยู่ระหว่าง 60ปีขึ้นไป ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่ได้มีการสั่งสมวิชาความรู้ต่างๆมามากมายตลอดชีวิต เมื่ออายุมากขึ้น สภาพร่างกาย จิตใจ ตลอดจนการดำรงอยู่ในสังคมของผู้สูงอายุ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากวัยอื่น เนื่องจากมีความเสื่อมของการทำงานระบบต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะระบบประสาท ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบขับถ่าย ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบกระดูก และกล้ามเนื้อ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ มักจะเกิดขึ้นช้าๆ ในภาวะปกติอวัยวะของระบบต่างๆ ยังทำหน้าที่ได้อย่างปกติ แต่ในภาวะบีบคั้น ไม่ว่าจะเกิดจากทางอารมณ์ หรือทางร่างกาย หรือสังคม จะทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถรักษาสภาวะสมดุลของร่างกายไว้ได้ ทำให้เกิดอาการผิดปกติ และทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ง่าย
การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย ในผู้สูงอายุมักจะพบว่ามีความเสื่อมทางด้านระบบทางเดินอาหาร เนื่องมาจากปริมาณฟันที่มีน้อยลง ทำให้เคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียด ต่อมน้ำลายขับน้ำลายออกมาน้อย ไม่พอเพียงที่จะช่วยคลุกเคล้าอาหาร ประสาทกล้ามเนื้อที่ควบคุมการกลืนก็จะทำงานน้อยลง ทำให้กลืนอาหารได้ลำบาก นอกจากนี้ปริมาณน้ำย่อยต่าง ๆ ก็ลดลง ทำให้อาหารย่อยได้ไม่ดี มีอาการท้องอืด ตับและตับอ่อนเสื่อม นอกจานี้ระบบขับถ่ายอุจจาระในผู้สูงอายุมักจะเป็นไปตามปกติ เกิดท้องผูกได้ง่าย เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวน้อยลง และไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย

  ผม
          เป็นส่วนแรกของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงให้เห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงจากสีเดิมเป็นสีขาว เป็นการเปลี่ยนแปลงอันหนึ่งที่บอกให้ทราบว่าผู้นั้นเริ่มมีการเสื่อมของร่างกาย แต่ยังไม่ได้บอกแน่นอนว่าเป็นคนสูงอายุ เราจะต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย
  
ผิวหนัง
          เมื่ออายุมากขึ้น ผิวหนังขาดการตึงตัว ไขมันใต้ผิวหนังลดลง    โดยเฉพาะที่บริเวณใบหน้าและหลังมือ แต่จะไปมีเพิ่มขึ้นบริเวณหน้าท้องและต้นขา บริเวณที่ไขมันลดลงนี้ จะทำให้ผิวหนังได้รับอันตรายได้ง่าย รวมทั้งการกดทับ เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังจะหนา การซึมผ่านของออกซิเจน และอาหารเข้าสู่เซลล์เนื้อเยื่อต่ำ ความแข็งแรงของผิวหนังลดลง แตกง่าย เหี่ยวย่น ต่อมเหงื่อเหี่ยวแฟบ ขับเหงื่อได้น้อย ทำให้ผิวหนังแห้ง กระด้าง บางครั้งเป็นสาเหตุทำให้เกิดผื่นคัน ต่อมเหงื่อทำงานลดลง สีของผิวหนังจางลงเพราะเซลลสรางสีทํางานลดลง แตมีรงควัตถุสะสมเปนแหงๆ ทําใหเปนจุดสีน้ำตาลทั่วไป ผม และขนทวไปสีจางลง หรือเปนสีขาวและมีจํานวนลดลง การรับความรูสึก
ตออุณหภูมิการสั่นสะเทือน และความเจ็บปวดที่ผิวหนังลดลง เล็บแข็งและหนาขึ้น สีเล็บเขมขึ้น
  
กระดูก
          วัยสูงอายุเป็นวัยที่กระดูกเปราะง่าย ถ้าได้รับอันตรายเพียงเล็กน้อยจะทำให้กระดูกหักได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากมีการสลายตัวของแคลเซียมออกจากกระดูกมากขึ้น และอีกสาเหตุหนึ่งคือการขาดวิตามินดี เพราะผู้สูงอายุมักไม่ชอบแสงแดด จะอยู่แต่ภายในบ้าน และการกินอาหารไม่เพียงพอเพราะมีปัญหาเรื่องการเคี้ยว โอกาสขาดวิตามินดีจึงมีสูง เมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป หมอนรองของกระดูกสันหลังมักจะกร่อนและแบนลงมาก ทำให้หลังโกงได้  การขาดฮอร์โมนเอสโตเจนซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซี่ยมและมีการจับของแคลเซี่ยมในเนื้อกระดูก จึงมักพบภาวะกระดูกพรุน (osteoporosis) ในเพศหญิงหลังหมดประจำเดือนมากกว่าผู้สูงอายุชาย การเกิดกระดูกพรุน ทำให้ผู้สูงอายุมีกระดูกเปราะและหักง่าย กระดูกขากรรไกรล่างจะเล็กลง ประมาณครึ่งหนึ่งของวัยหนุ่มสาว ถ้าฟันหักหมดจะทำให้คางยื่นและรูปหน้าสั้นกว่าวัยหนุ่มสาว
ข้อกระดูกต่างๆ ก็เสื่อมลงเช่นกัน เยื่อหุ้มข้อ เยื่อหุ้มกระดูกจะเสื่อมสภาพไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีการใช้งานจะยิ่งเสื่อมมาก ข้อใดที่ยังใช้งานจะเสื่อมน้อยกว่า ตามปกติกระดูกผิวข้อจะไม่มีเลือดหรือเส้นประสาทมาเลี้ยง การสึกกร่อนระยะแรกจึงยังไม่มีอาการปวด ต่อมาเมื่อเป็นมากขึ้นกระดูกอ่อนผิวข้อจะบางลง จนถึงเนื้อกระดูกที่รองรับอยู่ทำให้รู้สึกปวดและไม่สามารถรับนํ้าหนักได้เหมือนปกติมีการสูญเสียความยืดหยุ่นของกระดูกอ่อนที่ผิวข้อต่อ ปริมาณน้ำในกระดูกอ่อนโดยรวมลดลง ทำให้เกิดการบาดเจ็บของข้อได้ง่าย นำไปสู่ภาวะข้อเสื่อม โดยเฉพาะความอ้วน ทำให้ข้อเข่าเสื่อมลงเร็ว
กระดูกอ่อนมีการเสื่อมสลายจากการใช้งานมานานและเกิดพังผืด เยื่อหุ้มกระลูกก็มีพังผืดเกิดขึ้นเช่นกัน นํ้าเลี้ยงข้อมีลักษณะข้นกว่าวัยหนุ่มสาว การเกิดพังผืดที่ข้อร่วมกับน้ำเลี้ยงข้อข้นขึ้นทำให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวข้อไม่สะดวก

การมีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทำให้ผู้สูงอายุต้องจำกัดกิจกรรมลง ไม่กล้าไปไหนคนเดียว หรือรู้สึกลำบากใจถ้าต้องอยู่ในภาวะเร่งรีบ การเดินทางออกจากบ้านอาจจะน้อยครั้งลงเพราะกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย ทำให้ผู้สูงอายุต้องอยู่กับบ้านมากขึ้น และถ้าการอยู่กับบ้าน เป็นการจำกัดให้ผู้สูงอายุใช้แรงงานในชีวิตประจำวันน้อยลงแล้ว จะยิ่งทำให้เกิดการเสื่อมของกระดูกและข้อมากขึ้น
  
เล็บ
          เล็บจะหนาแข็งและเปราะ เนื่องจากการไหลเวียนของโลหิตส่วนปลายน้อยลงทำให้การจับตัวของแคลเซียมบริเวณเล็บลดลงด้วยบริเวณเล็บจะเริ่มเปลี่ยนแปลงคือ มีสีขุ่น เหลือง เล็บเริ่มผุ เปราะ หักง่าย ปลายเล็บอาจแยกเป็นขั้น ๆ บางเล็บอาจยาวโค้ง และงุ้มคล้ายเล็บนก(Onychogryposis) บางรายมีอาการอักเสบบวมแดงจากการติดเชื้อราหรือแบคทีเรียร่วมด้วย

หู

         
ประมาณ 1/4 ของผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จะมีอาการหูตึงและมักจะได้ยินเสียงต่ำๆได้ชัดกว่าเสียงพูดธรรมดา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของประสาทรับเสียงในหูชั้นใน ทำให้การส่งกระแสประสาทของเสียงไปยังอวัยวะรับการได้ยินซึ่งอยู่ในหูเสียไปปัญหามักเกิดจากการเสื่อมตามสภาพ เช่น หูตึง สมรรถภาพของหูจะลดลงจากความชรา แก้วหูของผู้สูงอายุเปรียบเสมือนหนังกลองที่หย่อน ดังนั้น ตีอย่างไรก็ไม่ดังก้อง ความสามารถในการได้ยินจึงลดลง ซึ่งอาจร่วมกับการได้รับเสียงดังผิดปกติเป็นประจำตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก การเปลี่ยนแปลงของหูชั้นในทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียความสามารถในการได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงแต่ยังสามารถได้ยินเสียงที่มีความถี่ต่ำได้เหมือนวัยหนุ่มสาว นอกจากนี้ เส้นประสาทที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการทรงตัวซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยินก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยจึงทำให้ความสามารถในการทรงตัวลดลง มีความไม่สมดุลในขณะเดิน จึงต้องเดินกางขาไว้เพื่อป้องกันการล้ม

ตา
          เมื่อมีอายุมากขึ้นเลนส์ตาเสื่อมความสามารถในการปรับระยะภาพสายตาจะยาว เนื่องจากความยืดหยุ่นของเลนส์ลดลง ทำให้มองภาพใกล้ไม่ชัด การเปลี่ยนแปลงที่พบมากอีกคือมีวงแหวนขุ่นขาวที่เกิดรอบๆตาดำเนื่องจากขอบตาดำมีไขมันมาเกาะจับเนื้อเยื้อโดยรอบ แต่ไม่มีอันตรายใดๆและไม่ส่งผลต่อการมองเห็น


ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์

          น้ำหนักและขนาดของไตลดลง การไหลเวียนเลือดในไตลดลง อัตราการกรองของไตลดลง ขนาดของกระเพาะปัสสาวะลดลง กล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะอ่อนกำลังลง ดังนั้นหลังถ่ายปัสสาวะจึงมีปริมาณปัสสาวะค้างในกระเพาะปัสสาวะเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องปัสสาวะบ่อยขึ้น
          ในผูชายตอมลูกหมากมากโตเปนผลใหถายปสสาวะลําบากได ลูกอัณฑะเหี่ยวและมีขนาดเล็กลงผลิตเชื้ออสุจิไดนอยลง ขนาดและรูปรางกายของเชื้ออสุจิเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการผสมกับไข่ลดลงความหนืดของน้ำเชื้อลดลง ในผูหญิงรังไขจะฝอเล็กลง ชองคลอดแคบและสั้นลง รอยยนและความยืดหยุนลดลง สารหลอลื่นภายในช่องคลอดลดลง  ทําใหเกิดอาการอักเสบและติดเชื้อไดงาย กลามเนื้อภายในอุงเชิงกรานหยอน ทาใหเกิดภาวะกระบังลมหยอนและกลั้นปสสาวะไมได 
  
ระบบประสาทและสมอง
         
          ขนาดของสมองลดลง  น้าหนักสมองลดลง จํานวนเซลลสมองและเซลลประสาทลดลง
ประสิทธิภาพการทํางานของสมองนอยลง ปฏิกิริยาการตอบสนองตอสิ่งตางๆ ลดลง การเคลื่อนไหวและความคิดเชื่องชา ทําใหเกิดอบัติเหตุได ความจําเสื่อมโดยเฉพาะเรื่องราวใหมๆ แตสามารถจําเรื่องราวเกาไดดีความกระตือรือรื้นนอยลง ความคิดอาจสับสนได แบบแผนการนอนเปลี่ยนแปลง เวลานอนนอยลง เวลาตื่นมากขึ้น  การมองเห็นไมดี รูมานตาเลกลงปฏิกิริยาการตอบสนองของรูมานตาตอแสงลดลง หนังตาตกแกวตาเริ่มขุนมัว เกิดตอกระจก รอบๆ กระจกตาจะมีไขมนมาสะสม
เห็นเป็นวงสีขาวหรือเทา ลานสายตาแคบ กลามเนื้อลูกตาเสื่อม ความไวในการมองภาพลดลง สายตายาวขึ้น มองภาพใกลไมชัด การมองเห็นในที่มืดหรือเวลากลางคืนไมดีตองอาศัยแสงชวยจึงจะมองเห็นไดชัดขึ้น ความสามารถในการเทียบสีลดลง การผลิตน้ำตาลดลง ทําใหตาแหงและเกิดภาวะระคายเคืองตอเยื่อบุตาได้ง่าย  การไดยินลดลง  หูตึงมากขึ้น เนื่องจากมีการเสื่อมของอวัยวะในหูช้นในมากขึ้น แกวหูตึงมากขึ้น ระดับเสียงสูงจะเสียการได้ยินมากว่าระดับเสียงต่ำ เสียงพูดของผูสูงอายุเปลี่ยนไป เพราะมีการเสื่อมของกลามเนื้อกลองเสียงและสายเสียงบางลง หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหูชั้นในเกิดภาวะแข็งตัวมีผลทําใหเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ และการเคลื่อนไหวไมคลองตัว
          การดมกลิ่นไมดีเพราะมกรเสื่อมของเยื่อบุโพรงจมูก การรับรสของลิ้นเสียไป ตอมรับรสทําหนาที่ลดลง โดยทั่วไปการรับรสหวานจะสูญเสียกอนรสเปรี้ยวรสขมหรือรสเค็ม เปนผลใหผูสูงอายุรับประทานอาหารไมอรอยเกิดภาวะเบื่ออาหาร


ระบบทางเดินหายใจ

          ความจุของปอดจะลดลง ทำให้มีปริมาตรของอากาศค้างในปอดเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความยืดหยุ่นของเนื้อปอด และหลอดลมลดลงเยื้อหุ้มปอดแห้ง ทำให้การขยายตัวของปอดลดลง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการคั่งของน้ำในปอดของคนสูงอายุได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการเกาะจับของแคลเซียมในกระดูกอ่อนของกระดูกซี่โครงและกระดูกสันหลัง ประกอบการทำงานของกล้ามเนื้อเสื่อมสภาพการเคลื่อนไหวของร่างกายถูกจำกัด การหายใจส่วนใหญ่จะต้องใช้กะบังลมช่วย ฉะนั้นผู้สูงอายุมักจะเหนื่อยหอบได้ง่าย
          ที่ทรวงอก พบว่า กระดูกสันหลังซึ่งเป็นแกนหลักของทรวงอกบางลงจากภาวะกระดูกพรุน ทำให้กระดูกสันหลังคดงอ ขณะ เดียวกันกระดูกซี่โครงยุบห่อตัวเข้าหากัน รวมทั้งกำลังการหดตัวของกล้ามเนื้อหายใจโดยรวมก็ลดลง เพราะฉะนั้น ผู้สูงอายุจะต้อง ออกแรงหายใจในขณะปกติมากขึ้น ทำให้การ ยืดขยายของทรวงอกขณะที่มีการหายใจเข้าไม่เต็มที่เท่าที่ควร จึง ต้องอาศัยกะบังลมและกล้ามเนื้อหน้าท้องช่วยในการหายใจเพิ่มจากกล้ามเนื้อหน้าอก ซึ่งเมื่อผู้สูงอายุได้รับการ ผ่าตัดช่องท้อง จึงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางการหายใจหลังผ่าตัดได้ง่าย
การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจและอารมณ์  
การเปลี่ยนแปลงทางจิตใจและอารมณ์   เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย  เช่น  ความเจ็บป่วย  การเสื่อม ของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย  สิ่งเหล่าล้วนก่อให้เกิดความวิตกกังวล  กดดันทางอารมณ์  และ จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านบทบาทสังคม  เช่น  การเกษียณอายุ  การสูญเสียบทบาทใน การเป็นหัวหน้าครอบครัว  การเสียชีวิตของคู่สมรส  ญาติ  คนใกล้ชิดหรือเพื่อน  เหล่านี้มี ผลกระทบต่อจิตใจของผู้สูงอายุ  ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจและอารมณ์ของ ผู้สูงอายุ  ดังนี้  
1.  อารมณ์  เปลี่ยนแปลงง่าย  กลัวถูกทอดทิ้ง  ขาดความมั่นใจในตนเอง  สูญเสียความคุ้นเคย  ไม่สามารถปรับตัวได้เพราะมีปมด้อย
  2.  นิสัย  เปลี่ยนไป  เฉื่อยชาต่อเหตุการณ์  ไม่เข้าสังคม  เก็บตัวอยู่ในบ้าน  ไม่นึกสนุกสนาน  คิดระแวงสงสัย  คิดว่าตนไม่มีประโยชน์  เป็นภาระต่อผู้อื่น  ซึมเศร้า  หงุดหงิด  โกรธง่าย  ใจน้อย  
3.  ความทุกข์ใจ  คิดถึงอดีตด้วยความเสียดาย  อาลัยอาวรณ์  คิดถึง ปัจจุบันด้วยความวิตก  เศร้าสลด  หวาดระแวง  คิดถึงอนาคตด้วยความหวาดกลัว  ว้าเหว่  ในรายที่สูญเสียคู่ชีวิต

การเปลี่ยนแปลงทางสังคม  
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม จะเห็นได้ว่าผู้สูงอายุมีกิจกรรมหรือมีส่วนร่วมทางสังคมลดลง และสังคมก็ยอมรับและให้โอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุน้อยลงด้วย การมีกิจกรรมน้อยลงนี้ทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกในคุณค่าของตนเองลดลง ขาดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนจากสังคม การรับรู้ข้อมูลข่าวสารลดลง และนำไปสู่การแยกห่างจากสังคมอย่างสิ้นเชิง ปัญหาด้านสังคมและจิตใจมักมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันเสมอ การส่งเสริมด้านนี้ควรเริ่มตั้งแต่ในครอบครัวโดยการให้โอกาสผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจเกี่ยวกับความเป็นไปในบ้านและหากเป็นไปได้ควรสนับสนุนและให้โอกาสผู้สูงอายุได้ร่วมกิจกรรมทางสังคมตามความชอบและความสนใจของผู้สูงอายุ
           
ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ของวัยสูงอายุ

1. ปัญหาทางด้านสุขภาพกาย ผู้สูงอายุมักจะมีปัญหาด้านสุขภาพเสื่อมโทรม มีโรคภัยต่างๆ เบียดเบียน ทั้งโรคทางกาย และทางสมอง  ผู้มีอายุเกิน 65 ปี มักมีการเปลี่ยนแปลงทางสมองคือ โรคสมองเสื่อม โรคหลงลืม โรคซึมเศร้า
2. ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุที่มีฐานะไม่ดี ไม่มีลูกหลานดูแลอุปการะเลี้ยงดู อาจจะไม่มีรายได ้หรือรายได้ไม่เพียงพอสำหรับการเลี้ยงชีพ อาจจะไม่มีที่อยู่อาศัยทำให้ได้รับความลำบาก
3. ปัญหาทางด้านความรู้ ผู้สูงอายุไม่มีโอกาสได้รับความรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง ให้หมาะสมกับวัย และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
4. ปัญหาทางด้านสังคม  ผู้สูงอายุอาจไม่ได้รับการยกย่องจากสังคมเหมือนเดิม โดยเฉพาะผู้ที่เคยเป็นข้าราชการ ตำแหน่งสูง ซึ่งเคยมีอำนาจและบริวารแวดล้อม เมื่อเกษียณอายุราชการ อาจเสียดายอำนาจและตำแหน่งที่เสียไป เยาวชนและหนุ่มสาวหลายคนมีทัศนคติไม่ดีต่อผู้สูงอายุ เห็นคนรุ่นเก่าล้าสมัย พูด ไม่รู้เรื่องและไม่มีประโยชน์
5. ปัญหาทางด้านจิตใจ ผู้สูงอายุจะไม่ได้ร้บความเอาใจใส่ และความอบอุ่นจากลูกหลานอย่างเพียงพอ ทำให้รู้สึกว้าเหว่ และอาจจะมีความวิตกกังวลต่างๆ เช่น กังวลว่า จะถูกลูกหลาน และญาติพี่น้องทอดทิ้ง กังวลในเรื่องความตาย ผู้สูงอายุมักมีอารมณ์เปลี่ยนแปลง เช่น เศร้า เฉยเมย เอาแต่ใจตนเอง ผู้สูงอายบางคน ก็ยังมีความต้องการความสุขทางโลกีย ์ซึ่งไม่เหมาะสมกับวัยของตนทา ให้ได้รับความผิดหวัง
6. ปัญหาเกี่ยวกับครอบครัว ปัญหาผู้สูงงอายุที่น่าเป็นห่วงคือ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และวัฒนธรรม ในอดีตจะเป็นครอบครัวใหญ่ ที่เรียกว่าครอบครัวขยาย ทา ให้มีความสัมพนัธ์แน่นแฟ้น และเกิดความอบอุ่น ระหว่างพ่อ แม่ และลูกหลาน ในปัจจุบนัครอบครัวคนไทย โดยเฉพาะในเขตเมืองจะเป็นครอบครัวเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ ลูกหลานจะมาทำงานในเขตเมืองทิ้งพ่อ แม่ให้เฝ้าบ้าน
 ทา ให้ ผู้สูงอายุอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้ร้บการดูแล และได้ร้บความอบอุ่นดังเช่นอดีตที่ผ่านมา
7. ปัญหาค่านิยมที่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงจากภาวะทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม ทำให้เยาวชนมีความกตเวทีต่อพ่อ แม่ ครูอาจารย ์น้อยลง ผู้สูงอายุไม่ได่ร้บการดูแล ต้องอาศัยสถานสงเคราะห์คนชรา ในอนาคตเมื่อประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมแบบใหม่ สังคมไทยอาจกลายเป็นสังคมตะวันตกคือ ต่างคนต่างอยู่ไม่มีการเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ไม่มีการทดแทนบุญคุณ บุตรหลานโตขึ้นก็จะไม่เลี้ยงดูพ่อแม่เมื่อแก่ชรา
  



















วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความต้องการของประชาชนที่ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกในจังหวัดสุโขทัย พบว่า 1 ประชากรที่มาเต้นแอโรบิกเป็นเพศชาย 2 คน และเพศหญิง 82 คน คิดเป็นร้อยละ 2.38 และ 97.62 ตามลำดับ 2 ประชากรที่มาเต้นแอโรบิกส่วนมากอายุ 40 – 49 ปี คิดเป็นร้อยละ 44.05 รองลงมาคือ 50 – 59 ปี คิดเป็นร้อยละ 30.95 3 เพลงที่ใช้ในการเต้นประชากรส่วนใหญ่ชอบเพลงสากลมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 75 และ ชอบผู้นำเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 50 รองลงมาคือไม่จำกัดเพศคิดเป็นร้อยละ 42.85 และต้องการเต้นในวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ มากที่สุด 4 สาเหตุของการมาเต้นแอโรบิกส่วนใหญ่คือ ต้องการมีสุขภาพแข็งแรง รองลงมาคือ มี ความสนุกในการเต้นแอโรบิก และต้องการลดสัดส่วนของหน้าท้องมากที่สุด 5 ประชาชนที่ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกส่วนมากไม่เคยได้รับบาดเจ็บ และมี ความเห็นว่าการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเกิดจากพื้นที่เต้นไม่เหมาะสม 6 ความต้องการของประชาชนที่ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกที่มีอายุต่างกันมีความ ต้องการไม่แตกต่างกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกของพื้นที่ที่ใช้ในการเต้นแอโรบิกที่มีผลต่อการพฤติกรรมออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกของสถานที่ที่ใช้ ในการเต้นแอโรบิกที่มีผล พฤติกรรมการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก ครั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มตัวอย่างที่ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก ในจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก จำนวน 450 คนโดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ด้วยสถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคสแควร์ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1. พฤติกรรมออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกของกลุ่มตัวอย่างพบว่าส่วนใหญ่มาออกกำลังคนเดียวร้อยละ 63.60 เดินทางโดยรถจักรยาน/รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 74.70 ส่วนใหญ่จะมาก่อนการเต้นร้อยละ 73.80 หลังจากการเต้น 10 -1 5 นาทีจึงจะกลับที่พักร้อยละ 70.70 ความถี่ในการมาเต้นแอโรบิก 4 ครั้ง/สัปดาห์ร้อยละ 45.80 และระยะทางในการเดินทางไม่เกิน 1 กิโลเมตร ร้อยละ 53.80 2.พฤติกรรมการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกไม่มีความสัมพันธ์กับความถี่ในการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. สภาพแวดล้อมทางกายภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกของสถานที่ที่ใช้ในการเต้นแอโรบิกมีความสัมพันธ์กับความถี่ในการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 4.ปัจจัยด้านสภาพ แวดล้อมทางกายภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวกของสถานที่ที่ใช้ในการเต้นแอโรบิก ที่มีผลต่อความถี่ในการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก พบว่า ตัวแปรพยากรณ์ที่ดีที่สุดที่มีผลต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จำนวน 3 ด้าน คือ ด้านความสวยงามร่มรื่นของสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยตัวแปรการตัดแต่งต้นไม้ภายในสถานที่ ความกลมกลืนกับธรรมชาติของสถานที่ ความร่มรื่นของต้นไม้ภายในสถานที่ด้านความเหมาะสมของพื้นที่เต้นแอโรบิก ประกอบด้วยตัวแปรขนาดของพื้นที่ที่ใช้ในการเต้น แอโรบิก การวางแผนผังสถานที่ การกำจัดขยะมูลฝอย ด้านการถ่ายเท/ระบายอากาศ ประกอบด้วยตัวแปร การระบายอากาศ อากาศบริสุทธิ์ ข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้คือ หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการด้านการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือองค์การบริหารส่วนตำบลในจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก สามารถนำผลที่ได้จากการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกของสถานที่ใช้ในการออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนให้ความสนใจในการออกกำลังกายมากขึ้น